วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คุณย่ามหาสนุก(รถไฟขบวนทหารหาญ)

  รถไฟขบวนทหารหาญ

                วันและเวลาผ่านไป  แมรี่  อลิซ  และผมต่างโตขึ้น พวกเรารู้สึกว่ากว่าที่เราจะเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้นช่างช้าเสียเหลือเกินแต่จริงๆ แล้ว  เวลาผ่านไปรวดเร็วกว่าที่เราจะรู้ตัว  สงครามครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกแล้ว  มันคือสงครามโลกครั้งที่สอง  ผมอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเพราะผมคิดว่าอาจมีโอกาสได้ขับเครื่องบิน  วิญญาณของผมโผบินขึ้นลงเหมือนที่มันเคยเป็นเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่งานประจำเขตในเมืองของคุณย่า  ซึ่งผมได้นั่งเครื่องบินของนายบาร์นี่เป็นครั้งแรก  ผมได้แต่หวังอยู่อย่างเดียวว่าสงครามจะยาวนานพอที่ผมจะฝึกเป็นนักบิน  และผมก็สมปรารถนา
                ผมสมัครเป็นทหารอากาศที่ค่ายเชอริแดน  แต่ก่อนที่ผมจะเข้าเรียนในโรงเรียนการบินได้  ผมต้องไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นต้นที่ค่ายเลียวนาดวู้ดเสียก่อน
                คืนที่พวกเราจะออกเดินทางจากสถานีเดียร์บอน  บังเอิญว่าขบวนรถไฟของเราจะต้องผ่านเมืองที่คุณย่าอยู่  แต่จะเป็นเวลาใดเวลาหนึ่งช่วงกลางคืน  ผมจึงส่งโทรเลขไปเรียนให้ท่านทราบ  เพราะจนถึงป่านนี้ท่านก็ยังไม่ยอมติดโทรศัพท์  โทรเลขที่ส่งไปอาจทำให้ท่านตกใจ  แต่ผมเพียงอยากให้ท่านรับรู้ว่ารถไฟของผมจะวิ่งผ่านเมืองของท่านไป  แม้มันจะไม่หยุดแวะก็ตาม
                รถไฟที่ขนนายทหารมักต้องเสียเวลาและรถไฟของเรายังออกเดินทางสายไปอีกหนึ่งชั่วโมง  จากนั้นยังต้องเสียเวลาคอยสับรางที่เมืองโจเลียตอีกหนึ่งชั่วโมง  ในขบวนรถไฟของทหารไม่มีใครข่มตานอนได้  เพราะมีการเล่นไฮโลกันอย่างสนุกสนาน  พร้อมทั้งต่างคนต่างสูบบุหรี่กันจนควันบุหรรี่ปกคลุมตู้รถไฟทั้งตู้  ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างทั้งคืนโดยที่ไม่ได้หลับเลย
                ผมรู้ว่าเรากำลังจะถึงเมืองที่คุณย่าอยู่  ทั้งเมืองยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครตื่นมารับแสงอรุณเลย  รถไฟลดความเร็วลงเมื่อแล่นมาถึงตัวเมือง  และตอนนี้เรากำลังผ่านบ้านสุดท้ายของเมืองซึ่งเป็นบ้านของคุณย่า  บ้านหลังสุดท้ายนั้นเปิดไฟทิ้งไว้ทุกห้องทั้งชั้นบนและชั้นล่าง  บ้านทั้งหลังสว่างไสว  ตามปกติคุณย่าจะปิดไฟทุกดวงในห้องเมื่อท่านเดินออกจากห้องนั้นๆ  ตอนนี้รถไฟกำลังแล่นผ่านตัวบ้าน  นั่นไง!  ผมเห็นคุณย่ากำลังยืนอยู่ตรงนั้น
                ท่านยืนอยู่หน้าประตูบ้าน  สง่าและยิ่งใหญ่สมกับวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก  ร่างของท่านดูใหญ่โตขึ้นเมื่อยืนโต้แสงที่สาดออกมาจากห้องรับแขก  คุณย่าเฝ้ารอเวลาที่รถไฟรอบดึกขบวนนี้จะแล่นผ่านบบ้านของท่านไป  ท่านไม่มีทางทราบว่าผมนั่งอยู่ในตู้ไหน  แต่ท่านก็ยกมือขึ้นมาโบก  ท่านโบกแขนกว้างๆ ให้รถไฟทั้งขบวน  ด้วยความหวังว่าผมคงจะเห็นท่าน

                ผมเองก็โบกมือตอบท่าน  และผมยังคงโบกต่อไปถึงแม้ว่าหน้าต่างตู้รถไฟของผมจะมีแต่ความมืด  และระยะทางที่ห่างไกลออกไปทุกที  


คุณย่ามหาสนุก(ฤดูร้อนและงานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ)

  ฤดูร้อนและงานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ
             
                เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว  เราไปเยี่ยมคุณย่า  ผมอายุสิบห้าปี  ส่วนแมรี่  อลิซ  อายุสิบสามปี  ตอนนี้เราต่างคิดว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่เกินกว่าจะมาทำอะไรแบบนี้ทุกปี  ปีหน้าผมก็จะเตรียมหางานพิเศษทำในชิคาโก  ถ้าเผื่อมีงานให้ทำ  แมรี่  อลิซ  ก็กำลังจะเป็นนักเรียนมัธยมปลายในอีกไม่ช้านี้
                เราทั้งสองลงรถไฟด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย  พร้อมกับอารมณ์เบื่อหน่ายกับชีวิตในสังคมเมือง  แต่ยังไม่ทันที่รถไฟจะเคลื่อนขบวนออกไป  เราก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองเล็กๆ แห่งนี้เสียแล้ว  ที่สถานีรถไฟมีการตกแต่งด้วยผ้าสีแดง  ขาว  และน้ำเงิน  และป้าย พวกเร่ร่อนไปลงสถานีข้างหน้า  กลายมาเป็นป้านโฆษณาเขียนด้วยตัวอักษรที่สวยงาม

                                                                                                                                                                                           
                                                 ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈
                                ยินดีต้อนรับเข้าสู่งานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ     
                                              หนึ่งศตวรรษแห่งความก้าวหน้า                    
                                                        ค.ศ.  1835 - 1935                              
                                                  ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈



          “พี่เดือดร้อนแน่คราวนี้”  แมรี่  อลิซ  เอ่ยกับผม
                เราถอนหายใจพร้อมกันทั้งคู่  เรายังเป็นเด็กมั้ง  เราจึงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  เราอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม  ตอนนี้ดูเหมือนว่าอะไรต่อมิอะไรในเมืองกำลังเปลี่ยนไป
                ผมถามคุณย่า  เมื่อเราไปถึงบ้านของท่าน  “มันเป็นงานเกี่ยวกับอะไรหรือครับ?
                “งานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษนี่หรือ?  ไม่มีอะไรหรอก  มันเป็นข้อแก้ตัวที่ชาวบ้านใช้อ้างเพื่อจัดงานให้คนมาพบปะสังสรรค์กัน  มาเสียเวลา  และก็มีการละเล่นอะไร บ้าๆ บอๆ ย่าหวังว่าจะไม่เจอกับงานอย่างนี้อีกแล้ว”
                ช่วงอาหารค่ำท่านบอกว่า  “เขาจะมีขบวนแห่กัน  เรามานั่งดูที่เฉลียงหน้าบ้านก็ได้”
                ขณะที่เรากำลังกินพายลูกเกดอยู่  ท่านบอกว่า  “คณะกรรมการจัดงานจะจัดประกวดการแสดงความสมารถพิเศษ  เราจะไปดูก็ได้นะ  แต่เราไม่ต้องอยู่จนจบหรอก”  และเมื่อเรากินอาหารเย็นเสด็จเรียบร้อยแล้วท่านก็บอกว่า  “พวกหลานจะต้องปีนไปบนห้องใต้หลังคาอีกแล้ว  ย่าอยากให้ไปค้นอะไรสักอย่าง”
                “อะไรละค่ะ?”  แมรี่  อลิซ  ถาม  เพราะเธอเกลียดห้องนั้นมาก
                “ก็อะไรสักอย่าง”  ท่านตอบอย่างเสียอารมณ์  “พวกเราต้องมีชุดโบราณยาวๆใส่นะ  แล้วหลานก็จะต้องหาชุดโบราณมาใส่ด้วย”
          “คุณย่าคะ”  แมรี่  อลิซ  ถาม  “เราจะทำอะไรกันคะ?
          “อ๋อ...ก็งานฉลองครบรอบศตวรรษไงล่ะ”  ท่านตอบ  “เราทุกคนจะต้องแต่งตัวย้อนยุคให้กับบรรยากาศเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์”
                “คุณย่าครับ”  ผมพูด  “คุณย่าไม่เคยทิ้งประเพณีเก่าๆอยู่แล้วนี่ครับ”
                “โอ้...หลานนี่ช่างรู้ดีจังเลย  แล้วระหว่างที่อยู่ในห้องใต้หลังก็ช่วยหาเครื่องทำเนยสดอันเก่าๆ ลงมาด้วยนะ”

ห้องใต้หลังคายังคงร้อนอบอ้าวตามเคย  และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้ว 
                “พบอะไรแล้วบ้างล่ะ?”  เสียงตะโกนของคุณย่าแว่วขึ้นมา
                “คุณย่าคะ  คุณย่าไม่มีทางที่จะใส่ชุดพวกนี้ได้แล้วคะค่ะ”  แมรี่  อลิซ  ตะโกนกลับลงไป
                “รู้แล้ว  แต่หลานคงใส่ได้”  ท่านตะโกนกลับขึ้นมา
                แล้วแมรี่  อลิซ  ก็พบหีบอีกใบหนึ่ง  ข้างในมีห่อกระดาษซึ่งบางและกรอบด้วยกาลเวลา  “อ้า”  เธออุทานออกมาแล้วดึงเสื้อโค้ตยาวสีดำที่ปกเสื้อมีลวดลายประดับด้วยไหมถัก  เสื้อกั๊กที่ประดับด้วยกระดุมหลายเม็ด  เสื้อเชิ้ตแบบคอจีน  กางเกงขายาวทรงขาลีบ  หมวก  และเชือกที่ใช้เป็นเนกไท
                “ชุดนี้รอให้พี่มาใส่เลยนะเนี่ย”  แมรี่  อลิซ  บอกผมด้วยความดีอกดีใจ  เธอเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมา  แต่ผมเห็นแล้วกลับรู้สึกเศร้า
                “ถ้าพี่ใส่ชุดนี้  พี่คงจะเหมือนนายโบรส์เชียร์  สัปเหร่อประจำเมืองหรือไม่งั้นก็เหมือนอะไรแย่ๆสักอย่าง โอ๊ย  พี่อยากกลับบ้านแล้ว”
                “โอโฮ  ดูนี่สิ”  เธอชูชุดกระโปรงยาวขึ้นมาชุดหนึ่ง  ซึ่งสวยกว่าชุดอื่นๆ  แต่สีที่เคยขาวกลายเป็นสีเหลือง  ชุดนี้เป็นชุดลูกไม้และคอเสื้อสูงขึ้นมาถึงคอ
                “ชุดนี้รอให้เธอมาใส่เลยนะเนี่ย”  ผมแหย่เธอ
                หลังจากที่แมรี่  อลิซ  บ่นมาสองครั้งว่าเธอร้อนมากและเธออยากจะอาเจียน  เราจึงลงมาจากห้องนั้น  เราขนข้าวของทุกอย่างที่เจอลงมาด้วย  ซึ่งก็คือเสื้อผ้า  ผ้าม่าน  เครื่องทำเนยสด  รวมกันแล้วเป็นของเกือบครึ่งห้องนั้น

ในวันแรกของการฉลองศตวรรษใหม่ ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งต่างออกมาร่วมหาความสนุกสนาน  พาหนะในการเดินทางมีทั้งรถม้าและรถยนต์ฟอร์ด  บางพวกอุตส่าห์มากันจากเมืองไกลๆ  อย่างเมืองบีเมนต์และทุสโคล่า  คุณย่าปิดหน้าต่างทั้งบ้านเพราะกลัวฝุ่นจากถนนจะปลิวเข้ามาในบ้าน  หลสยคนเดินทางมาเพื่อล่าเงินรางวัลในการแข่งขันปปีนขึ้นต้นไม้  แข่งถอนขนไก่  และทำอาหารที่ใช้พริก  หลายคนพิศวงกับฝีมือจัดดอกไม้ของกลุ่มสตรีประจำโบสถ์เบรธเธน  ยูไนเต็ด  มีการประกวดแม่และลูกที่มีใบหน้าคล้ายกันมากที่สุด  การแข่งขัยสะกดคำ  รายการวิ่งสามขา  และโรงไฟฟ้าของรัฐอิลลินอยส์ยังมาร่วมแสดงนิทรรศการการนำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่ในเขตชนบทอีกด้วย
                วันนี้ทั้งวันผมยังไม่เห็นแม้แต่เงาของแมรี่  อลิซ  และยังไม่ได้ยินเสียงของเธอเลย  เย็นวันนั้นผมและคุณย่านั่งกินอาหารค่ำอยู่ในครัว  ภายใต้แสงไฟและกระดาษล่อแมลง  คืนนี้เป็นคืนที่มีการประกวดการแสดงความสามารถพิเศษ  และผมรู้ว่าเราจะไปดูกัน  แต่คุณย่าทำท่าง่วงเหงาหาวนอนขณะที่ท่านรินกาแฟถ้วยที่สอง
                “ย่าว่าหลานคงอยากไปดูการประกวดคืนนี้ใช่มั้ยล่ะ?”  ท่านทำตั้งเป็นข้อสังเกต
                แต่ตอนนี้ผมอายุสิบห้าปีแล้ว  และไหวพริบของผมก็พอที่จะทันคุณย่าแล้ว  ผมทำท่าง่วงเหงาหาวนอน  “ยังไงก็ได้ครับ”  ผมตอบ
                “เราไปดูแต่ไม่ต้องอยู่จนจบรายการก็ได้”  ว่าแล้วท่านก็ลุกขึ้นไปล้างจาน

เวทีประกวดใช้เวทีแสดงดนตรีที่ยกพื้นขึ้นสูง  ไฟเวทีมาจากกระแสไฟฟ้าที่ปั่นด้วยแบตเตอรี่รถยนต์  เราเลือกนั่งบนม้านั่งแถวสุดท้ายเพราะว่าไม่มีใครอยากนั่งข้างหลังคุณย่า  แต่ก็ดีไปอย่างหนึ่ง  เพราะจากที่ที่เรานั่งอยู่เราสามารถมองเห็นได้ทุกคน  ผู้คนที่มาชมการประกวดส่วนมากจะเป็นคนในเมือง  เพราะพวกที่อยู่นอกเมืองต่างกลับไปทำงานประจำของตนแล้ว  แต่กระนั้นก็ยังมีคนมาหนาตาทีเดียว  นายธนาคารและภรรยาของเขานั่งอยู่แถวหน้าสุด
                บนโต๊ะข้างๆ เวทีมีถ้วยรางวัลที่หนึ่งและใบประกาศเกียรติคุณม้วนไว้สำหรับแจกเป็นรางวัลที่สอง  ที่สาม  และรางวัลชมเชย  เมื่อคนดูเริ่มกระสับกระส่ายการแสดงลำดับแรกก็เริ่มขึ้น  ถ้าไม่เป็นเพราะผมรู้จักคุณย่ามากขึ้น  ผมคงคิดว่าคุฯย่าพร้อมที่จะกลลับบ้านแล้ว  ท่านนั่งไม่เป็นสุขเลย 

เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเสาร์เราลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง  น้ำค้างบนกลีบกุหลาบยังไม่ทันจะระเหย  ถนนหน้าบ้านของคุณย่าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ  แม้แต่ชาวเมืองอาร์เจนต้าและฟาร์เมอร์ซิตี้ซึ่งอยู่ไกลออกไปก็ยังดั้นด้นมาร่วมในขบวนแห่รถบุปผชาติ  พวกเราสามคนรีบเร่งประดับรถจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายเพื่อนำไปร่วมขบวนแห่

                เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาสิบเอ็ดโมงตรง  ขบวนแห่ก็เริ่มเคลื่อนตัวโดยมีวงโยธวาทิตจากโรงเรียนมัธยมในสามเมืองใกล้เคียงออกนำ  ถัดไปเป็นขบวนรถแทรกเตอร์ที่ประดับประดาด้วยหญ้าแห้ง  โดยมีนักการเมืองพรรคเดโมแครตนั่งมาด้วย  ตามมาด้วยนายแอล.  เจ.  วิเดนแบช  ในรถยนต์ฮับโมบิลซึ่งขนนักการเมืองจากพรรครีพับลิกันมาด้วยสี่คน  กลุ่มนักตีกลองและเป่าแตรชื่อ ดิ  อ๊อด  เฟลโล่  และขบวนม้าของกลุ่มต่อต้านโจรขโมยม้า


คุณย่ามหาสนุก(วันตัดสิน)

 วันตัดสิน

                “ฉันว่าคุณย่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้เราได้ไม่เท่าไรเลย”  แมรี่  อลิซกล่าว

เธอใช้เวลานานพอควรกว่าจะได้บทสรุปนี้ ผมเองก็ยอมรับที่เธอพูด  ความคิดของเราลงรอยกันเมื่อเรานึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เราไปเยี่ยมคุณย่า  ตอนนี้แมรี่  อลิซ  อายุสิบขวบแล้ว  เท่าที่ผมจำได้มันเป็นปีแรกที่เธอไม่ได้พกเชือกกระโดดไปด้วย  และเธอไม่ตีอกชกตัวเมื่อไม่สามารถชวนเบเวอร์ลี่และออเดรย์เพื่อนสนิทของเธอไปเยี่ยมคุณย่าด้วยกันได้

“พวกเธอคงไม่เข้าใจหรอก”  แมรี่  อลิซ พูด

เราไม่ค่อยแน่ใจว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจด้วยหรือไม่  เรายังคงทำเป็นโอ้เอ้เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทาง  แต่พ่อกับแม่คงไม่ได้สังเกตว่าจริงๆแล้วพวกเราใจจดใจจ่อที่จะได้เดินทางไปเยี่ยมคุณย่า
ลูกกูสเบอร์รี่กำลังสุกพอดีตอนที่เราไปถึงในเดือนสิงหาคม  เราเพิ่งรู้ว่าคุณย่ามีชื่อเสียงโด่งดังในการทำพายกูสเบอร์รี่  ในเช้าวันแรกนั้น  ผมและแมรี่  อลิซ  กำลังเด็ดก้านลูกกูสเบอร์รี่อยู่ที่โต๊ะครัว  ส่วนคุณย่ากำลังวุ่นอยู่กับหม้อบนเตา  ลูกกูสเบอร์รี่ค่อยๆแตกออกทีละลูกเมื่อน้ำเริ่มเดือด
เราได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน  คุณย่ายกแขนขึ้นปาดหน้าผากของท่านแล้วเดินไปยังที่มาของเสียง  เมื่อคุณย่ากลับเข้ามาในครัว คุณนายแอล.  เจ.  วิเดนแบช  ภรรยานายธนาคารก็เดินตามหลังเข้ามา  ถ้าเธอคิดว่าคุณย่าจะเชิญให้เธอนั่ง  เธอคงต้องผิดหวังมาก  เพราะท่านเดินตรงมาทำงานที่ค้างไว้หน้าเตาไฟ  และทิ้งให้ภรรยานายธนาคารซึ่งทำเป็นมองไม่เห็นผมและแมรี่  อลิซ  ยืนเก้ออยู่ที่โต๊ะ

“คุณนายดาวเดล  ฉันมาที่นี่เพราะมีภารกิจที่ต้องทำ  ฉันจะไม่อ้อมค้อมละนะ”  เธอว่า
“ก็ว่ามาสิ”  คุณย่าพูดห้วนๆ
“คุณคงทราบดีว่าสัปดาห์นี้จะมีงานประจำเขต นี่เป็นโอกาสประจำปีที่ชุมชนเล็กๆของเราจะได้สร้างชื่อเสียง”
คุณย่านิ่งเฉย
“ถึงแม้ว่าฉันยังไม่เคยชิมพายลูกกูสเบอร์รี่ของคุณ  แต่ก็เป็นที่รู้กันทั้งเมืองว่าไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าคุณ  การนำลูกกูสเบอร์รี่มาทำขนมให้อร่อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  มันมีเคล็ดของมัน
“ฉันทำอาหารไว้กิน  ไม่ได้ทำไว้โอ้อวด”  คุณย่าตอบ
“คุณนายดาวเดลคะ  อย่าเอาความเก่งของคุณแอบซ่อนไว้ตามพุ่มไม้สิคะ  มันเป็นช่วงเวลาที่สิ้นหวัง  มันขึ้นอยู่กับคุณในการที่จะนำป้ายแห่งชัยชนะกลับมาสู่เมืองของเรา” เธอกวาดสายตามาทางเราทั้งสอง  “พาหลานๆไปเที่ยวงานสักวันก็คงจะสนุกดีนะคะ”
“ขึ้นอยู่กับว่าถ้าฉันมีพายเหลือสำหรับส่งเข้าประกวด  และถ้าวันนั้นอากาศแจ่มใสฝนไม่ตกลงมา...”
“คุณนายดาวเดล  ฉันนึกแล้วว่าจะพึ่งคุณให้มากู้หน้าตาของเมืองเราได้” 

และแล้ววันประกวดก็มาถึง  ผมกับแมรี่  อลิซ  มาคอยอยู่ที่ห้องรับแขกหน้าบ้านตั้งแต่ไก่โห่
                เสียงเครื่องยนต์คำรามมาแต่ไกล  และก่อนที่จะคิดอะไรออกพวกเราก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถแล้ว  รถคันนี้ไม่ยาวเท่ารถลินคอร์นของอัล  คาโปน  แต่มันก็เป็นรถคันที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้  ผมกับแมรี่  อลิซนั่งอยู่ที่เบาะหลังโดยมีกล่องพายวางอยู่ระหว่างเท้าของผม
                พื้นที่ที่จัดงานอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง  เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ขนานกับถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น  มีซุ้มและเต้นเป็นหย่อมๆ  และมีอัฒจันทร์ใหญ่ที่ใช้เป็นที่ประกวดสัตว์ที่ใช้บังเหียน  แต่วันนี้เป็นวันสำคัญ  เพราะเป็นวันตัดสินการประกวดวัว  ประกวดการทำผ้านวม  และประกวดการทำอาหาร  ฉะนั้นคนจึงเนืองแน่นไปหมด  ถึงแม้ว่าค่าผ่านประตูจะมีราคาหนึ่งมิเกลก็ตาม
                คุณนายวิเดนแบชเบนสายตาไปทางอื่นเมื่อเราเดินผ่านบริเวณที่มีการประกวดจำพวกของดอง  ผมจัดการแกะห่อพายของคุณย่าและถือไปลงทะเบียนที่แผนกเครื่องดื่มและพายผลไม้  คุณย่ากวาดสายตามองจากหัวโต๊ะลงมา  ทุกสิ่งทุกอย่างดูน่ากินไปหมด  ทำให้ผมนึกอยากจะเป็นกรรมการผู้ตัดสิน  ผมจะได้มีโอกาสได้ชิมไปด้วย  ด้านข้างของจนมทุกชิ้นจะมีป้ายเบอร์และชื่อผู้ประกวดตั้งอยู่
                เมื่อคุณย่ามองมาถึงพายองตัวเอง  ท่านถึงกับยืนตะลึง  เพราะพายที่ตั้งอยู่ข้างๆ พายของท่านคือผลงานที่คล้ายกันมาก  หน้าตาพายตกแต่งเป็นตาข่ายและมีสีสัน  ต่างกันแค่เพียงว่าสีสันของกูสเบอร์รี่ออกเป็นสีเทาเขียว  มันเป็นพายที่ดูสวยงามมาก  ขอบพายมีรอยจีบอย่างสวยงามพอๆกับของท่าน  หรืออาจจะเรียบร้อยกว่า 
                “ฉันแพ้แน่ๆ”  คุณย่าพูดออกมา
                ด้วยความตื่นเต้น  คุณนายธนาคารพูดกับคุณย่าว่า  “แหมพายของคุณดูน่ากินจังเลย  มันดูชุ่มฉ่ำดีจัง  ฉันว่ากรรมการเขาต้องสังเกตเห็นความแตกต่าง  คุณใส่น้ำในส่วนผสมเท่าไหร่คะ?
                “ก็แค่คำเดียวเท่ากับตอนกลั้วปากนั้นแหละ”  คุณย่าตอบ
                คณะกรรมการใช้เวลานานมากในคะแนน  ในระหว่างนั้นฝูงชนที่เข้ามาชมการตัดสินต่างก็มุงคอยผล  โดยไม่มียอมพ่ายแพ้ต่อความร้อนในเต็นท์  ทุกสายตาจับอยู่ที่ทุกอิริยาบถของในการชิมของกรรมการทั้งหลาย  ความร้อนอบอ้าวของอากาศในเต็นท์ทำให้แมรี่  อลิซ  คิดว่าเธออาจจะเป็นลม  ผมจึงพาเธอออกมาสูดอากาศข้างนอก  จากตำแหน่งที่ผมยืนอยู่  ผมได้ยินเสียงประกาศผู้ได้รับรางวัลชมเชย  ผู้ชนะรางวัลที่สาม  ที่สอง  และที่หนึ่ง  ตามมาด้วยเสียงปรบมือ  ผมไม่อยากจะกลับเข้าไปในเต็นท์  ผมอยากให้เราชนะ  แต่ผมไม่มั่นใจว่าเราสมควรที่จะได้รับรางวัลหรือเปล่า  เพราะคุณย่าของเราเล่นไม่ซื่อโดยการสลับป้ายชื่อ
                เสียงปรบมือครั้งสุดท้ายที่ดังมากทำให้มีความรู้สึกว่าเต็นท์นั้นสั่นไปหมด  เมื่อเสียงปรบมือเงียบลง  ผู้คนก็เริ่มทยอยกันออกจากเต็นท์เดินผ่านผมและแมรี่  อลิซ  เราเห็นนายรูเพิร์ทเดินออกมาโดยมีแม่ของเขาเดินเกาะแขนออกมาด้วย  เราไม่สามารถอ่านความรู้สึกจากสีหน้าของเธอได้แต่นายรูเพิร์ทนั้นยิ้มแก้มปริ  ที่ผ้ากันเปื้อนของเขามีโบสีน้ำเงินติดอยู่ด้วย
                ในที่สุดคุณย่ากับคุณนายยวิแดนแบชก็ออกมาจากเต็นท์  คุณย่าพยักหน้าเป็นสัญญาให้ผมวิ่งไปหยิบตะกร้าอาหารกลางวันจากรถของคุณนายธนาคาร  เรานั่งกินอาหารกันในซุ้มที่มีบรรยากาศอบอ้าว  ส่วนคุณนายธนาคารก็พยายามทำทุกอย่างให้บรรยากาศคลายเครียด
                “ไม่เป็นไรหรอก  คุณายดาวเดล  ก็อย่างที่ฉันว่านะ  โบสีแดงก็ยอดแล้ว  ไม่มีใครกล้ามาดูถูกคุณ  คุณทำได้ดีมากค่ะ”

                แต่คุณย่าไม่ได้มางานนี้เพื่อรับรางวัลที่สอง  ผมไม่เห็นท่านเอาโบมาติด  เผลอๆท่านไม่ได้ขึ้นไปรับโบด้วยซ้ำ  “คุณบังเอิญพบกับคู่แข่งที่เก่งพอๆกับคุณ”  คุณนายธนาคารปลอบใจคุณย่า 


วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คุณย่ามหาสนุก(จอมโจรหญิงเดี่ยว)

  จอมโจรหญิงเดี่ยว

                ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเข้าครอบคลุมไปทั่วประเทศ  ส่งผลกระทบต่อพวกเราทั้งหมด  และเรายังไม่สามารถฟันฝ่ามันไปได้สำเร็จ  คนทั่วไปพูดกันว่ามันยังไม่ถึงจุดต่ำสุด  แต่มันกำลังลงไปที่จุดนั้น
                เราจะเห็นภาพความเดือนร้อนได้จากขบวนรถไฟขนส่งสินค้าซึ่งแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่เกาะรถไฟจากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่งของประเทศเพื่อไปแสวงหางานทำ  หรือไม่ก็ไปหาอาการใส่ท้อง  ผมและแมรี่  อลิซ  จ้องมองพวกเขาในขณะที่พวกเขายืนอยู่บนตู้รถไฟ  บางคนก็เดินเท้าโดยไม่มีอะไรติดตัว
                เมื่อเราลงรถไฟที่สถานีในเมืองของคุณย่า  เราสังเกตเห็นป้ายประกาศแผ่นใหม่ที่ชานชาลามีข้อความว่า

                                             

                                              ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈                                             
                          พวกเร่ร่อนไปลงสถานีข้างหน้า                               ข้าพเจ้าหมายถึงท่านนั้นแหละ  
                                                    ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈
  
                                                                                                        
                                             

แต่สิ่งต่างๆที่บ้านคุณย่ายังคงเหมือนเดิม  แมรี่  อลิซ  ยังคงหงุดหงิดกับเจ้าแมวเคี้ยวแหลมที่อาศัยอยู่ในยุ้งข้าวโพด  คุณย่าบอกว่าถ้าเธอยังเป็นอย่างนี้อยู่  ก็ควรใช้กระโถนแทนที่จะเดินไปห้องส้วม  ใต้เตียงทุกเตียงจะมีกระโถนไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในเวลากลางคืน  แต่แมรี่  อลิซ  ไม่ยอมใช้กระโถนในช่วงกลางวัน  เพราะเธอขี้เกียจเดินขึ้นไปบนห้องนอน  และเธอก็ไม่ต้องการล้างกระโถนบ่อยครั้งเกินความจำเป็น

บ้านของคุณย่าเป็นบ้านหลังสุดท้ายในเมือง  ถัดไปจากแนวต้นกลาดีโอลัส
เป็นรั้วเหล็ก  และอีกด้านหนึ่งของรั้วเป็นไร่ข้าวโพด  ทุกๆครั้งที่ผมมาที่นี่คืนแรกผมจะนอนฟังเสียงกระซิบของต้นข้าวโพดที่เสียดสีกัน  แต่หลังจากคืนที่สองผมมักจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
                แต่ปีนี้ผมได้ยินเสียงลากรองเท้าบู๊ต  และบางครั้งก็ได้ยินเสียงคนพูดกันอีกด้วย  ทางรถไฟของวาแบชซึ่งตัดผ่านเมืองออกเป็นสองฟาก  ทอดตัวขนานไปกับถนนหน้าบ้านคุณย่า  พวกผู้ช่วยนายอำเภอถือปืนลูกซองเดินตรวจการณ์และคอยไล่พวกเร่ร่อนที่ตระเวนขออาหารตามบ้านให้ออกไปจากเมือง  จากห้องนอนของผม  ผมเฝ้าดูเงาตะคุ่มๆของพวกเร่ร่อนตามมาด้วยโคมไฟที่แกว่งไปมาของพวกผู้ช่วยนายอำเภอที่คอยขับไล่พวกเขาให้มุ่งหน้าไปที่เมืองอื่น  มันเป็นภาพที่น่ากลัวและน่าสลดใจ
                แต่มันเป็นคนที่สั้น  ตอนตีห้าคุณย่ายืนเคาะกระทะด้วยช้อนอยู่ที่ตีนบันได  เมื่อเราสองคนเดินลงไปที่ครัวก็พบคุณย่าอยู่ในชุดหมีของผู้ชาย  สวมรองเท้าบู๊ตหุ้มทับขากางเกง  แต่คงไม่เหมาะถ้าท่านจะออกจากบ้านในชุดนี้  ท่านจึงสวมชุดกระโปรงและผ้ากันเปื้อนทับ  ยิ่งไปกว่านั้นคุณย่ายังหยิบหมวกทำสวนขึ้นมาใส่  รอบปีกหมวกมีผ้าบางๆ ห้อยลงมาปิดใบหน้าของท่าน
               
“ไว้กันแมลง”  คุณย่าอธิบาย  “เราจะไปตกปลากัน”

“เมืองนี้นับวันยิ่งวุ่นวาย  เดี๋ยวฉลองวันชาติหรือไม่ก็ฉลองเทศกาลโน้นเทศกาลนี้  ย่าต้องการหลบไปพักผ่อนในที่ที่เงียบสงบ  ไม่มีคนพลุกพล่าน”  คุณย่าประกาศ

“ไป  ออกเดินทางได้แล้ว”  ท่านพูดแล้วหันไปดูห้องครัว  “ดับไฟและเอาหม้อกับขวานไปซ่อนด้วย”

เราเดินกินฝุ่นกันมาประมาณหนึ่งไมล์แล้ว  ผมเป็นเด็กในเมืองเลยไม่รู้ว่าระยะหนึ่งไมล์นี่เท่าไหร่กันแน่  แต่ผมรู้สึกว่าควรจะได้หนึ่งไมล์แล้ว  พอเรามาถึงลานไม้เราก็เดินตัดทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ไป  เรามุ่งหน้าไปยังห้วยซอลท์ครีก  เพียงครู่เดียวเราก็เห็นต้นไม้ที่ขึ้นตามริมห้วย  มันเหมือนภาพลวงตาที่อยู่ห่างไกลออกไป  ในที่สุดเราก็มาพบรั้วลวดหนามที่มีป้ายติดว่า


                                            ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈
                                             ห้ามบุกรุกและห้ามตกปลา                     
                                                ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น                           
                                               สถานที่ส่วนบุคคลของ                          
                               สโมสรยิงปืนและตกปลาไพแอท  คันทรีคลับ      
                                            ◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈




“ดึงลวดขึ้นย่าจะได้ลอดผ่านไปได้”  คุณย่าสั่ง
“ต่อจากนี้อย่าทำเสียงดังและเดินใกล้ๆย่าไว้”

เราอยู่ท่ามกลางแมกไม้และต้นหญ้าสูง  ขณะที่เราเดินลงมาที่ริมห้วย  พื้นดินเริ่มเฉอะแฉะขึ้นเรื่อยๆ  แมงปอบินว่อนอยู่เหนือน้ำ  คุณย่าเดินเลาะตามต้นหลิวที่ยื่นออกไประน้ำ เมื่อท่านแวกม่านเถาวัลย์เราก็เห็นเรือพายเก่าๆผูกอยู่กับต้นไม้  ไม้พายถูกทิ้งไว้ในท้องเรือเปียกๆ ใกล้ๆไม้พายมีไม้ยาวๆ ติดตะขอเหล็กไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง
ผมไม่ได้นึกแม้แต่นิดเดียวว่าเรือลำนี้เป็นของคุณย่า  แต่ท่านพายเรือเก่งมาก  ผมนั่งปล่อยอารมณ์อยู่ท้ายเรือ  แล้วก็เกิดเรื่องที่ทำให้ผมตกใจสุดขีด  งูใหญ่ตกลงมาในเรือ  ตกตุ้บลงมาอยู่ตรงกลางระหว่างคุณย่ากับผม



เราต้องยกนิ้วให้กับคุณย่าในเรื่องวิธีจับปลา  จับครั้งเดียวได้ปลามาเยอะเลย



คุณย่ามหาสนุก(คืนสุดท้ายของไอ้เสือชีตแฮม)

ที่มา http://dx.lnwfile.com/_/dx/_raw/oh/fy/ld.jpg

คุณย่ามหาสนุก
A Long Way from Chicago


➢ คืนสุดท้ายของไอเสือชีตแฮม

            ผมและน้องสาวเติบโตมาในยุคที่อัล  คาโปน  และบั๊กส์  มอแรน  กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องจากเมืองชิคาโกไปที่อื่่นเพื่อที่จะได้เห็นศพคนตาย  เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมาเพิ่งเกิดการสังหารหมู่ขึ้นบนถนนนอร์ธ  คลาก  ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี  เมืองของเรามีชื่อเสียงในเรื่องแบบนี้มาก  จนใครๆต่างเรียกปืนมือกลยี่ห้อทอมป์สันว่า  'เครื่องพิมพ์ดีดประจำเมืองชิคาโก'  
            ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ  ส่วนแมรี่  อลิซ  เพิ่งจะเจ็ดขวบ  เราทั้งคู่ยังไม่เคยเห็นศพคนตาย  เราเพียงแต่เดากันว่าศพทั้งหลายที่ไม่มีใครพบคงถูกโบกปูนที่เท้าแล้วโยนลงไปอยู่ที่ก้นทะเลสาบชิมิแกน
            แต่ก็ดีแล้ว  เราอยากเดินทางไปให้ถึงบ้านของคุณย่าดาวเดลก่อนที่จะได้เห็นศพเป็นครั้งแรก  พ่อบอกว่าเราทั้งคู่โตพอที่จะเดินทางกันเองได้แล้ว  และถึงเวลาแล้วที่เราควรจะไปพักอยู่กับคุณย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์  เพราะท่านก็เริ่มชราแล้ว  อันที่จริงเราไม่ได้ทราบข่าวของท่านอีกเลยตั้งแต่เมื่อตอนที่เรายังเล็ก พ่อกับแม่เป็นคนชิคาโกจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ ส่วนที่บ้านคุณย่าก็ยังไม่มีโทรศัพท์
            "ดูสิ  พ่อกับแม่จะทิ้งเราไว้กับคุณย่า"  แมรี่  อลิซ  พูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก  เธอสงสัยว่าพ่อกับแม่คงหนีไปหาสถานที่ตกปลาในรัฐวิสคอนซินตลอดสัปดาห์ที่เราไม่อยู่บ้บาน
            ผมไม่ปฏิเสธเรื่องที่ต้องเดินทางไปเยี่ยมคุณย่า  เพราะเราได้นั่งรถไฟชั้นหนึ่งของกรมการรถไฟแห่งวาแบชซึ่งมีชื่อว่า  'บลูเบิร์ด'  ทุกๆเช้ารถไฟขบวนนี้จะออกเดินทางจากสถานีเมืองเดียร์บอร์นเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเซนต์หลุยส์  คุณย่าอยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างสองเมืองนี้
            แมรี่  อลิซ  บ่นว่าเธอไม่ชอบไปที่บ้านคุณย่าเลย  เรื่องรบกวนจิตใจที่สุดก็คือเรื่องสถานที่ปลดทุกข์  ที่นั่นไม่มีอะไรให้เธอทำเลย  แล้วยังไม่มีใครที่จะมาเป็นเพื่อนเล่นกับเธออีกด้วย  เธอดลยต้องตามหลังผมต้อยๆ  ทั้งๆที่อายุของเราต่างกันสองปี  
        
            ...เดอะ  คอฟฟี่พอต  คาเฟ่  เป็นแหล่งที่คนในเมืองชอบแวะมาปล่อยอารมณ์  บ้างก็มาโม้  บ้างก็มาแลกเปลี่ยนเรื่องซุบซิบกัน  เมื่อตอนที่เราแวะเข้าไปในร้าน  พวกชาวบ้านให้ความสนใจในตัวผมและแมรี่ พอสมควร  เพราะเราเป็นหลานของมิสซิสดาวเดล  ตัวคุณย่านั้นไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในร้านนั้นเลย  ท่านบอกว่าท่านชอบที่อยู่ตามลำพัง  ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆแบบนี้
            ผมกับแมรี่  อลิซ  หอบข่าวล่าสุดกลับมาที่บ้านว่ามีชายลึกลับคนหนึ่งแต่งตัวเป็นชาวกรุงและสวมหมวกฟางทรงแข็ง  ลงรถไฟมาเที่ยวถามชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องไอเสือปืนยาว  ปรากฏว่าคุณย่าทราบข่าวเรื่องไอเสือปืนยาวสิ้นชื่อไปแล้วจากสายข่าวของท่าน   

            "ดูเหมือนว่าเราจะมีแขกนะ"  คุณย่าท่านพูดขึ้น

            ชายแปลกหน้ากำลังยืนอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน  แมรี่  อลิซ  กับผม  เบียดกันอยู่ข้างหลังคุณย่าเพื่อแอบดูชายแปลกหน้าซึ่งเป็นนักข่าว  หน้าตาเขาเป็นคนเฉลียวฉลาดและมีเหงื่อออกชุ่มรอบๆหมวก

            "มีธุระอะไร?"  คุณย่าถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองเท่าที่จะทำได้

            "คุณนายครับ  ผมอยากจะขอสอบถามเรื่องราวของไอเสือปืนยาวสักหน่อยครับ"  

            "ใครแนะนำให้คุณมาหาฉัน?"

            "ผมก็เดินเคาะประตูไปทุกบ้านแหละครับ  เพราะผมทราบดีว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายชอบจับกลุ่มคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กัน  และคงมีเรื่องเผ็ดๆร้อนๆมาเล้าสู่กันฟังครับ"

            "คุณเป็นนักข่าวหรือ?"  คุณย่าถาม  "หนังสือพิมพ์โอเรียหรือ? มีใครเล่าอะไรให้ฟังบ้างล่ะ?"

            "ดูเหมือนผมจะได้หัวเรื่องแล้วครับ 'ปิดฉากตำนานไอปืนยาว : เสือสิ้นลาย ตายอนาถ'  อะไรทำนองนั้น  ผมหวังว่าคุณนายคงจะมีเรื่องมันส์ๆ  เล่าให้ผมฟังนะครับ"
พอตกเย็นโลงศพไม้สนก็ถูกนำมาวางบนขาตั้งใกล้ๆ กับหน้าต่างในห้อง
รับแขกหน้าบ้านคุณย่า  พวกชาวบ้านก็เริ่มทยอยกันเข้ามา  ไม่มีใครมองเห็นหน้าไอเสือปืนยาวเพราะฝาโลงบังอยู่  นอกจากนั้นยังมีผ้าโปรงห้อยลงมาจากฝาโลงที่เปิดอ้าอยู่คลุมลงมาถึงด้านหน้าของโลงศพเพื่อบังร่างของเขาไว้  คุณย่าเปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายกลิ่นที่มาจากร่างของไอเสือปืนยาวเพราะตอนที่พวกเขาพบศพ  ร่างของไอเสือปืนยาวก็ซีดแล้ว  ผมได้เห็นศพแป๊ปเดียวตอนที่พวกชาวบ้านยกโลงเข้ามาในบ้าน  และแค่นั้นก็เกินพอแล้วสองอย่างที่ผมบอกได้ก็คือ  เขาฟันหลอและสวมชุดเอี๊ยมทำงานอยู่  พวกชาวบ้านที่มางานศพต่างไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าคุณย่าเป็นคนจัดงานนี้   ผิดกับนักข่าวที่เดินพล่านไปทั่วห้องรับแขกและยังไม่ยอมหยุดหาข่าว  
             เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน  เหลือเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมัน  ดอกไม้ในเหยือกก็เริ่มเฉาลง  ผมซกตัวอยู่ที่มุมห้องและเริ่มจะเคลิ้มไป  แมรี่  อลิซ  หลับอยู่บนพรมนานแล้ว
             ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงที่เบาและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา  ความเบาของเสียงนั้นอยู่ระหว่างเสียงเสียดสีของใบไม้แห้งและเสียงคนแอบกระซิบกระซาบกัน  ผ้าโปรงที่คลุมอยู่ที่โลงศพของไอ้เสือปืนยาวเริ่มขยับเขยื้อนทุกคนที่อยู่ในห้องเห็นหมดยกเว้น  แมรี่  อลิซ  นั่งข่าวสะดุ้งเฮือกนั่งตัวแข็งทื่อ  ส่วนคุณนายวิลค็อกซ์ครางออกมาเบาๆ  แต่คุณย่ากระโดดโหย่งขึ้นมาจากเก้าอี้ที่ท่านนั่งอยู่ 
            "โอย  ไอ้เสืิอปืนยาว!"  ท่านตะโกนลั่น  "ตายไปแล้วก็อยู่ส่วนคนตายเถอะ"
           
            ท่านวิ่งออกจากห้องด้วยความเร็วที่ผมไม่นึกว่าท่านจะสามารถทำได้  ท่านกลับเข้ามาในห้องพร้อมปืนลูกซองวินเชสเตอร์ที่เก็บไว้หลังกล่องไม้  ท่านส่ายปืนไปทั่วห้อง  จนมาหยุดอยู่ที่ผ้าโปร่งคลุมโลงแล้วเหนี่ยวไกยิ่งไปหนึ่งนัด

             กลิ่นไหม้และกลิ่่นควันปืนยังอบอวลอยู่ในห้อง  ซึ่งช่วยกลบกลิ่นร่างของไอ้เสือปืนยาวได้เป็นอย่างดี  ผ้าโปร่งสีขาวที่คลุมโลงกลายเป็นผ้าขี้ริ้วสีดำจากเขม่าดินปืน  คุณย่ายิงฝาโลงศพกระจุยและหน้าต่างสามบานคงจะกระจายหายไปด้วยถ้าคุณย่าไม่ได้เปิดมันไว้  นอกเหนือจากการที่ลูกกระสุนกระจายสะเปะสะปะไปรอบๆห้องแล้ว  ไอ้เสือปืนยาวก็ไม่ได้เสียโฉมมากไปกว่าที่เขาเป็นอยู่เลย