➢
ฤดูร้อนและงานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ
เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เราไปเยี่ยมคุณย่า ผมอายุสิบห้าปี ส่วนแมรี่
อลิซ อายุสิบสามปี
ตอนนี้เราต่างคิดว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่เกินกว่าจะมาทำอะไรแบบนี้ทุกปี ปีหน้าผมก็จะเตรียมหางานพิเศษทำในชิคาโก ถ้าเผื่อมีงานให้ทำ แมรี่
อลิซ ก็กำลังจะเป็นนักเรียนมัธยมปลายในอีกไม่ช้านี้
เราทั้งสองลงรถไฟด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย
พร้อมกับอารมณ์เบื่อหน่ายกับชีวิตในสังคมเมือง แต่ยังไม่ทันที่รถไฟจะเคลื่อนขบวนออกไป เราก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองเล็กๆ
แห่งนี้เสียแล้ว
ที่สถานีรถไฟมีการตกแต่งด้วยผ้าสีแดง
ขาว และน้ำเงิน และป้าย ‘พวกเร่ร่อนไปลงสถานีข้างหน้า’
กลายมาเป็นป้านโฆษณาเขียนด้วยตัวอักษรที่สวยงาม
◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈
ยินดีต้อนรับเข้าสู่งานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ
หนึ่งศตวรรษแห่งความก้าวหน้า
ค.ศ. 1835 - 1935
◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈◈
“พี่เดือดร้อนแน่คราวนี้” แมรี่
อลิซ เอ่ยกับผม
เราถอนหายใจพร้อมกันทั้งคู่ เรายังเป็นเด็กมั้ง เราจึงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม
ตอนนี้ดูเหมือนว่าอะไรต่อมิอะไรในเมืองกำลังเปลี่ยนไป
ผมถามคุณย่า เมื่อเราไปถึงบ้านของท่าน “มันเป็นงานเกี่ยวกับอะไรหรือครับ?”
“งานฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษนี่หรือ?
ไม่มีอะไรหรอก
มันเป็นข้อแก้ตัวที่ชาวบ้านใช้อ้างเพื่อจัดงานให้คนมาพบปะสังสรรค์กัน มาเสียเวลา
และก็มีการละเล่นอะไร บ้าๆ บอๆ ย่าหวังว่าจะไม่เจอกับงานอย่างนี้อีกแล้ว”
ช่วงอาหารค่ำท่านบอกว่า “เขาจะมีขบวนแห่กัน เรามานั่งดูที่เฉลียงหน้าบ้านก็ได้”
ขณะที่เรากำลังกินพายลูกเกดอยู่ ท่านบอกว่า
“คณะกรรมการจัดงานจะจัดประกวดการแสดงความสมารถพิเศษ เราจะไปดูก็ได้นะ แต่เราไม่ต้องอยู่จนจบหรอก” และเมื่อเรากินอาหารเย็นเสด็จเรียบร้อยแล้วท่านก็บอกว่า
“พวกหลานจะต้องปีนไปบนห้องใต้หลังคาอีกแล้ว ย่าอยากให้ไปค้นอะไรสักอย่าง”
“อะไรละค่ะ?” แมรี่ อลิซ
ถาม เพราะเธอเกลียดห้องนั้นมาก
“ก็อะไรสักอย่าง” ท่านตอบอย่างเสียอารมณ์ “พวกเราต้องมีชุดโบราณยาวๆใส่นะ แล้วหลานก็จะต้องหาชุดโบราณมาใส่ด้วย”
“คุณย่าคะ” แมรี่
อลิซ ถาม “เราจะทำอะไรกันคะ?”
“อ๋อ...ก็งานฉลองครบรอบศตวรรษไงล่ะ” ท่านตอบ
“เราทุกคนจะต้องแต่งตัวย้อนยุคให้กับบรรยากาศเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์”
“คุณย่าครับ” ผมพูด
“คุณย่าไม่เคยทิ้งประเพณีเก่าๆอยู่แล้วนี่ครับ”
“โอ้...หลานนี่ช่างรู้ดีจังเลย
แล้วระหว่างที่อยู่ในห้องใต้หลังก็ช่วยหาเครื่องทำเนยสดอันเก่าๆ
ลงมาด้วยนะ”
ห้องใต้หลังคายังคงร้อนอบอ้าวตามเคย
และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้ว
“พบอะไรแล้วบ้างล่ะ?”
เสียงตะโกนของคุณย่าแว่วขึ้นมา
“คุณย่าคะ คุณย่าไม่มีทางที่จะใส่ชุดพวกนี้ได้แล้วคะค่ะ” แมรี่
อลิซ ตะโกนกลับลงไป
“รู้แล้ว แต่หลานคงใส่ได้” ท่านตะโกนกลับขึ้นมา
แล้วแมรี่ อลิซ
ก็พบหีบอีกใบหนึ่ง
ข้างในมีห่อกระดาษซึ่งบางและกรอบด้วยกาลเวลา “อ้า”
เธออุทานออกมาแล้วดึงเสื้อโค้ตยาวสีดำที่ปกเสื้อมีลวดลายประดับด้วยไหมถัก เสื้อกั๊กที่ประดับด้วยกระดุมหลายเม็ด เสื้อเชิ้ตแบบคอจีน กางเกงขายาวทรงขาลีบ หมวก
และเชือกที่ใช้เป็นเนกไท
“ชุดนี้รอให้พี่มาใส่เลยนะเนี่ย” แมรี่
อลิซ บอกผมด้วยความดีอกดีใจ เธอเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมา แต่ผมเห็นแล้วกลับรู้สึกเศร้า
“ถ้าพี่ใส่ชุดนี้ พี่คงจะเหมือนนายโบรส์เชียร์
สัปเหร่อประจำเมืองหรือไม่งั้นก็เหมือนอะไรแย่ๆสักอย่าง โอ๊ย พี่อยากกลับบ้านแล้ว”
“โอโฮ ดูนี่สิ”
เธอชูชุดกระโปรงยาวขึ้นมาชุดหนึ่ง
ซึ่งสวยกว่าชุดอื่นๆ
แต่สีที่เคยขาวกลายเป็นสีเหลือง
ชุดนี้เป็นชุดลูกไม้และคอเสื้อสูงขึ้นมาถึงคอ
“ชุดนี้รอให้เธอมาใส่เลยนะเนี่ย” ผมแหย่เธอ
หลังจากที่แมรี่ อลิซ
บ่นมาสองครั้งว่าเธอร้อนมากและเธออยากจะอาเจียน เราจึงลงมาจากห้องนั้น เราขนข้าวของทุกอย่างที่เจอลงมาด้วย ซึ่งก็คือเสื้อผ้า ผ้าม่าน
เครื่องทำเนยสด
รวมกันแล้วเป็นของเกือบครึ่งห้องนั้น
ในวันแรกของการฉลองศตวรรษใหม่ ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งต่างออกมาร่วมหาความสนุกสนาน
พาหนะในการเดินทางมีทั้งรถม้าและรถยนต์ฟอร์ด บางพวกอุตส่าห์มากันจากเมืองไกลๆ อย่างเมืองบีเมนต์และทุสโคล่า
คุณย่าปิดหน้าต่างทั้งบ้านเพราะกลัวฝุ่นจากถนนจะปลิวเข้ามาในบ้าน
หลสยคนเดินทางมาเพื่อล่าเงินรางวัลในการแข่งขันปปีนขึ้นต้นไม้ แข่งถอนขนไก่
และทำอาหารที่ใช้พริก
หลายคนพิศวงกับฝีมือจัดดอกไม้ของกลุ่มสตรีประจำโบสถ์เบรธเธน ยูไนเต็ด
มีการประกวดแม่และลูกที่มีใบหน้าคล้ายกันมากที่สุด การแข่งขัยสะกดคำ รายการวิ่งสามขา
และโรงไฟฟ้าของรัฐอิลลินอยส์ยังมาร่วมแสดงนิทรรศการการนำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่ในเขตชนบทอีกด้วย
วันนี้ทั้งวันผมยังไม่เห็นแม้แต่เงาของแมรี่ อลิซ
และยังไม่ได้ยินเสียงของเธอเลย
เย็นวันนั้นผมและคุณย่านั่งกินอาหารค่ำอยู่ในครัว ภายใต้แสงไฟและกระดาษล่อแมลง
คืนนี้เป็นคืนที่มีการประกวดการแสดงความสามารถพิเศษ และผมรู้ว่าเราจะไปดูกัน
แต่คุณย่าทำท่าง่วงเหงาหาวนอนขณะที่ท่านรินกาแฟถ้วยที่สอง
“ย่าว่าหลานคงอยากไปดูการประกวดคืนนี้ใช่มั้ยล่ะ?” ท่านทำตั้งเป็นข้อสังเกต
แต่ตอนนี้ผมอายุสิบห้าปีแล้ว และไหวพริบของผมก็พอที่จะทันคุณย่าแล้ว ผมทำท่าง่วงเหงาหาวนอน “ยังไงก็ได้ครับ” ผมตอบ
“เราไปดูแต่ไม่ต้องอยู่จนจบรายการก็ได้” ว่าแล้วท่านก็ลุกขึ้นไปล้างจาน
เวทีประกวดใช้เวทีแสดงดนตรีที่ยกพื้นขึ้นสูง ไฟเวทีมาจากกระแสไฟฟ้าที่ปั่นด้วยแบตเตอรี่รถยนต์ เราเลือกนั่งบนม้านั่งแถวสุดท้ายเพราะว่าไม่มีใครอยากนั่งข้างหลังคุณย่า แต่ก็ดีไปอย่างหนึ่ง
เพราะจากที่ที่เรานั่งอยู่เราสามารถมองเห็นได้ทุกคน ผู้คนที่มาชมการประกวดส่วนมากจะเป็นคนในเมือง เพราะพวกที่อยู่นอกเมืองต่างกลับไปทำงานประจำของตนแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีคนมาหนาตาทีเดียว นายธนาคารและภรรยาของเขานั่งอยู่แถวหน้าสุด
บนโต๊ะข้างๆ
เวทีมีถ้วยรางวัลที่หนึ่งและใบประกาศเกียรติคุณม้วนไว้สำหรับแจกเป็นรางวัลที่สอง ที่สาม
และรางวัลชมเชย
เมื่อคนดูเริ่มกระสับกระส่ายการแสดงลำดับแรกก็เริ่มขึ้น ถ้าไม่เป็นเพราะผมรู้จักคุณย่ามากขึ้น ผมคงคิดว่าคุฯย่าพร้อมที่จะกลลับบ้านแล้ว ท่านนั่งไม่เป็นสุขเลย
เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเสาร์เราลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง น้ำค้างบนกลีบกุหลาบยังไม่ทันจะระเหย ถนนหน้าบ้านของคุณย่าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ
แม้แต่ชาวเมืองอาร์เจนต้าและฟาร์เมอร์ซิตี้ซึ่งอยู่ไกลออกไปก็ยังดั้นด้นมาร่วมในขบวนแห่รถบุปผชาติ พวกเราสามคนรีบเร่งประดับรถจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายเพื่อนำไปร่วมขบวนแห่
เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาสิบเอ็ดโมงตรง ขบวนแห่ก็เริ่มเคลื่อนตัวโดยมีวงโยธวาทิตจากโรงเรียนมัธยมในสามเมืองใกล้เคียงออกนำ ถัดไปเป็นขบวนรถแทรกเตอร์ที่ประดับประดาด้วยหญ้าแห้ง โดยมีนักการเมืองพรรคเดโมแครตนั่งมาด้วย ตามมาด้วยนายแอล. เจ.
วิเดนแบช
ในรถยนต์ฮับโมบิลซึ่งขนนักการเมืองจากพรรครีพับลิกันมาด้วยสี่คน กลุ่มนักตีกลองและเป่าแตรชื่อ ‘ดิ อ๊อด เฟลโล่’
และขบวนม้าของกลุ่มต่อต้านโจรขโมยม้า